|
รายงานพิเศษ: คุณรู้จัก โรคจิต ดีแล้วหรือ?
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กันยายน 2548 15:28 น.
โดย อมรรัตน์ ล้อถิรธร
กรณี น.ส.จิตรลดา หรือเป็ด ตันติวาณิชยสุข มือมีดที่ไล่แทงเด็กเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์เจ็บถึง 4 ราย สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้ปกครอง ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิต ก็ออกมายืนยันแล้วว่า น.ส.จิตรลดา ป่วยเป็นโรคจิตจริง โดยอยู่ในกลุ่มโรคจิตเภท ชนิดหวาดระแวง สำหรับประชาชนทั่วไป อาจไม่ทราบว่า โรคจิตมีหลายประเภทหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็จะปรากฏอาการต่างกัน บางกลุ่มก็รุนแรงน้อย แต่บางกลุ่มก็หนักหน่อย และบางกลุ่ม ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวก็ได้ว่า ตัวเองเป็นโรคนี้อยู่...
เมื่อพูดถึงโรคจิต หลายคนจะรู้สึกขยาดและหวาดกลัว เพราะภาพของคนเป็นโรคจิตดูจะไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ แถมยังถูกมองว่า อาจไปทำร้ายใครเข้า เพราะความที่สติไม่สมประกอบ พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือซ้ำร้าย อาจถึงขั้นเดินถอดเสื้อผ้าเลยก็มี สรรพนามที่บุคคลเหล่านี้ถูกเรียกขานจากบุคคลรอบข้างหรือผู้พบเห็นจึงมีมากมาย ตั้งแต่คนโรคจิต วิกลจริต บ้า และประสาท เป็นต้น
แต่จริงๆ แล้ว โรคจิต หรือจิตเภท ซึ่งหมายถึง จิตที่แบ่งแยก หรือจิตที่แตก ถือว่าเป็นคนละโรคกับโรคประสาท รศ.น.พ.มาโนช หล่อตระกูล แห่งภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า โรคจิตกับคำว่า บ้า หรือวิกลจริต ถือว่าเป็นโรคเดียวกัน คือจะมีความผิดปกติในเรื่องของความคิด ขณะที่โรคประสาทจะผิดปกติในเรื่องของอารมณ์ โรคจิต แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ 1.กลุ่มโรคจิตเภท 2.กลุ่มโรคอารมณ์แปรปรวน และ 3.กลุ่มโรควิตกกังวล
สำหรับกลุ่มโรคจิตเภทถือว่าพบมากที่สุด โดยอาการหลักๆ ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก็คือ มักจะหูแว่ว หวาดระแวง และคิดผิดๆ เชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่าตัวเองกลับชาติมาเกิด เชื่อว่า ชาติที่แล้วตัวเองเกิดเป็นพระพุทธเจ้า หรือการหูแว่ว โดยได้ยินเสียงคนมาต่อว่าหรือข่มขู่หรือมาสั่งให้ทำนั่นทำนี่ ซึ่งถือว่า อาการค่อนข้างรุนแรงและมีผลกระทบต่อเจ้าตัวค่อนข้างมาก
โรคจิตรุนแรงคือว่า ส่วนใหญ่คนที่เป็นเขาจะทำงานไม่ค่อยได้ รุนแรงคือ มีผลกับเจ้าตัวมากกว่า คือ บางทีหวาดระแวงจนไม่กล้าออกไปทำงาน หรืออยู่แต่ในบ้าน อาหารก็ต้องตรวจดูทุกอย่างว่า มีใครเอายาพิษมาปนหรือเปล่า มันก็มีผลกระทบกับเขามาก แต่โรคประสาทก็เป็นแบบอารมณ์อ่อนไหวง่าย วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ แต่อันหนึ่งที่สำคัญคือ เจ้าตัวเขารู้ว่า อย่างนี้มันมากเกินปกตินะ พยายามคุมไว้ ก็พอควบคุมได้ แต่คนเป็นโรคจิตเขาจะไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาคิดหรือกลัว มันผิดปกติ เขาเชื่อว่ามันเป็นจริงตามนั้น ...ถ้าเป็นโรคจิตยังพอดูแลตัวเองได้ กินข้าวได้ อาบน้ำได้ ทำอะได้ แต่ก็จะมีพฤติกรรมที่แปลกๆ ซึ่งเป็นไปตามความหลงผิดของเขา เช่น ถ้าระแวงว่าจะมีคนมาฆ่า เขาจะเก็บตัวอยู่กับบ้าน จะไม่ค่อยเปิดหน้าต่าง เพราะกลัวคนจะแอบมองว่าเขาทำอะไร หรือจะออกนอกบ้านก็ต้องคอยมองตลอดว่า มีใครตามหรือเปล่า ซึ่งคนใกล้ชิดก็จะเห็นว่า เขาเปลี่ยนไปจากเดิมนะ พูดน้อยลงบ้าง เพราะมีเสียงมาบอกว่า ห้ามพูดกับใคร บางทีก็หัวเราะคนเดียว ยิ้มคนเดียว เพราะมีเสียงมาพูดด้วยกับเขาเพราะฉะนั้นญาติหรือคนใกล้ชิดจะเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนจากเดิม
แต่ไหนแต่ไรมา หลายคนก็เชื่อกันว่า การคิดมากเครียดมากทำให้คนเราเป็นบ้าหรือเป็นโรคจิตในที่สุด ซึ่งคุณหมอมาโนช ยืนยันว่า ไม่จริง ความเครียดเป็นแค่ตัวกระตุ้นเท่านั้น แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง
ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ด้านสมองเราก้าวหน้าไปมาก ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่า มันเป็นมาจากเรื่องสารเคมีในสมองของเขาผิดปกติไป เพราะฉะนั้นโรคนี้ไม่ได้เกิดจากคิดมาก ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ดี เป็นโรคที่เป็นขึ้นมาเอง จากสารเคมีในสมองบางตัวมันทำงานผิดปกติไป เหมือนกับเบาหวาน ความดัน คือคนเราเครียด คิดมาก ก็ไม่ได้กลายเป็นเบาหวาน ใช่มั้ย เบาหวาน พ่อแม่ไม่ได้เป็น ลูกก็เป็นขึ้นมาเองได้เหมือนกัน โรคจิตก็เหมือนกัน บางคน ปัญหาโรคจิตส่วนใหญ่พอจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาการเขามี ก็จะเริ่มต้นจากความเครียดก่อน เช่น ตกงาน สอบตก อกหัก หรือถูกพ่อแม่ตำหนิอย่างรุนแรง และตัวความเครียดนี้ จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการให้โรคความเสี่ยงต่อโรคซึ่งมีอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว กำเริบขึ้นมา คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า ตัวกระตุ้นนี่คือสาเหตุ เพราะฉะนั้นคนซึ่งเป็นพ่อแม่เขาจะรู้สึกผิดกับตรงนี้มาก เช่น ถ้าตามใจลูก ยอมให้เขาไปเรียนเชียงใหม่ เขาคงไม่กลายเป็นโรคจิตอย่างนี้หรอก ตอนหลังถ้าคนไข้มาเจอผม ผมก็จะบอกพ่อแม่อยู่ตลอดว่า ไม่ใช่ อันนี้เขาเป็นของเขาเอง
สรุปว่า ถ้าใครไม่มีความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ต่อให้คิดมากหรือเครียดแค่ไหน ก็ไม่เป็นโรคจิตขึ้นมาอย่างแน่นอน สำหรับตัวกระตุ้นให้โรคจิตกำเริบ นอกจากความเครียดแล้ว ยังรวมถึงการใช้สารกระตุ้นทั้งหลาย เช่น ยาบ้า การนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอหลายๆ อาทิตย์ติดต่อกัน เป็นต้น
สำหรับโรคจิตมักจะปรากฏอาการตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ปัญหาของโรคนี้ก็คือ ผู้ป่วยจะไม่รู้ว่า ความคิดความเชื่อของตนนั้นผิดปกติ นั่นเป็นเพราะระบบหลักการคิดและเหตุผลสูญเสียไปด้วยนั่นเอง เมื่อคนรอบข้างบอกว่า สิ่งที่ผู้ป่วยคิดหรือได้ยิน เป็นสิ่งที่ไม่จริง ผู้ป่วยก็จะไม่เชื่อ แถมมองว่า คนรอบข้างพากันหลอกตนเอง
ส่วนการรักษาผู้ป่วยโรคจิตนั้น คุณหมอมาโนช บอกว่า เมื่อโรคจิตเกิดจากการที่ร่างกายมีสาร "โดปามีน" ในสมองมากเกินไป ก็ต้องให้ยาเพื่อยับยั้งการทำงานของสารตัวนี้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุล
สารตัวนี้มีหน้าที่เยอะ ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของสมาธิ ช่วยเรื่องของความจำ ช่วยเรื่องของความรู้สึกสบายใจ มีหน้าที่เยอะมาก แต่หลักสำคัญอันหนึ่งคือ ถ้ามากเกินไปในสมองบางแห่ง เฉพาะสมองบางส่วน ก็ทำให้เกิดอาการโรคจิตตรงนี้ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นยาก็ไปยับยั้งการทำงานของสารเคมีตัวนี้ ที่บริเวณสมองแห่งหนึ่งที่มากเกินไปให้กลับสู่สมดุล ..โดยทั่วไปถ้าเป็นครั้งแรก เราจะให้ยาทานไปสักประมาณ 2 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่า 2 ปีถึงจะหายนะ โดยทั่วไปกินยาไปสัก 1-2 เดือนก็ดีขึ้น เดือนที่ 3-4 ถ้าดีจริงๆ ก็ปกติเลย แต่ก็ต้องกินยาต่อ ที่เจอบ่อยๆ คือคนไข้ทานยาไปได้สัก 4-5 เดือน แล้วก็หยุดยาเอง พอหยุดยาโรคก็กลับกำเริบขึ้นมาอีก ก็คล้ายๆ ว่าตัวโรคมันจะอยู่ในตัวเขาประมาณสักปีหรือ 2 ปี เพราะฉะนั้นยาที่เราให้ เหมือนกับยาไปข่มเอาไว้ ถ้าเราหยุดยาก่อน 2 ปี จะมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นใหม่อีก ..โรคนี้ถ้าเป็นครั้งเดียว เราให้กินยาประมาณ 2 ปี แต่ถ้า 2 ปี แล้วหยุดยาไป ถ้าเขากลับมาเป็นครั้งที่ 2 ต้องกินยาไป 5 ปี ถ้า 2 ปีแล้วรักษาร่างกายยังไม่ค่อยดีขึ้น อาจจะต้องกินยาตลอดชีวิต เพราะส่วนใหญ่ลักษณะของโรคพวกนี้จะค่อนข้างเรื้อรัง พูดง่ายๆ ว่า 70% เป็นเรื้อรัง มีแค่ 20-30% ค่อนข้างดี พอเป็นรักษาแล้วก็หาย
เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแล้ว อาการที่ผิดปกติต่างๆ จะหายเป็นปกติเลยหรือไม่ คุณหมอมาโนช บอกว่า ก็มีได้หลายแบบ บางคนอาจจะหายเลย แต่บางคนก็อาจจะยังเหลืออาการคิดแปลกๆ อยู่บ้างนิดหน่อย หรือที่เรียกว่า เพี้ยน แต่ไม่ถึงขั้นบ้า เช่น บางคนใส่เสื้อสีฟ้าไปทำงานทุกวัน แต่จะไม่มีอาการหูแว่วแล้ว เพราะยาที่รับประทานจะช่วยควบคุมอาการ ทำให้โรคทุเลาลงมาก
ส่วนโรคกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มโรคอารมณ์แปรปรวน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 โรค คือ โรคซึมเศร้า และโรคอารมณ์ 2 ขั้ว คุณหมอมาโนช พูดถึงอาการของโรคซึมเศร้าให้ฟัง
ถ้าโรคซึมเศร้าก็จะเป็นลักษณะรู้สึกเบื่อๆ ไม่แจ่มใส หดหู่ ร้องไห้บ่อยๆ นอนหลับไม่ดี เบื่ออาหาร วันๆ ก็ไม่อยากทำอะไร เอาแต่นอน ขี้เกียจ รู้สึกผิด คิดไม่อยากอยู่ ก็เป็นภาพของคนไข้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และเป็นทีก็เป็นนาน เป็นหลายๆ อาทิตย์ 2-3 อาทิตย์ บางคนก็เป็นเดือนๆ ..ส่วนใหญ่จะมีเหตุนำมาก่อน เช่นที่เจอบ่อย สามีมีภรรยาน้อย โรคซึมเศร้าผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายสัก 2 เท่า 2-3 เท่า ส่วนใหญ่ที่ผมเจออายุประมาณสัก 40 เรื่องที่เจอก็สามีมีภรรยาน้อย เรื่องลูก ลูกเกเร ทำให้เขาไม่สบายใจ ไม่สบายใจก็เครียด โรคนี้ก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนที่มีแนวโน้มอยู่ระดับหนึ่งแล้วที่จะเป็น ..ถ้าโรคซึมเศร้ามีความเสี่ยงสูง อย่างที่เขาสำรวจคนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ถามญาติ พบว่า เกือบ 70% มีเรื่องของซึมเศร้าร่วมด้วยทั้งนั้น พอซึมเศร้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เป็นภาระกับคนอื่น เขาคงไม่สนใจเราแล้ว แล้วก็อยู่กับตัวเอง ใครชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ก็ยิ่งคิดวกวน ก็รู้สึกตัวเองไม่มีค่า ก็ทำร้ายตัวเองในที่สุด
|