|
ลูกคุณเป็น'แอลดี' ?
ความบกพร่องของเด็กออทิสติก เราสามารถมองเห็นทางพฤติกรรม ส่วนเด็กแอลดี ถ้าไม่สังเกตแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า มีความผิดปกติบางอย่างในเรื่องการเรียนรู้
บางเรื่องที่หลายคนคิดว่าง่าย แต่เขาไม่เข้าใจ เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ เสนอมุมมองเพื่อให้พ่อแม่ลองสังเกตลูกตัวเอง
เด่นอายุ 9 ปี คุณแม่พามาหา คุณหมอ เพราะเด่นไม่อยากเรียนหนังสือ และไม่พยายามเอาเสียเลย พอซักประวัติพบว่า เด่นอ่านหนังสือได้ยากลำบากมาตั้งแต่อยู่ประถมหนึ่ง แต่น่าประหลาดใจเด่นทำคณิตศาสตร์ได้ดี บางครั้งคุณแม่เอาเลขของประถม 4 มาให้ทำ เด่นก็สามารถทำได้
คุณหมอพบว่า เด่นเป็นเด็กน่ารัก คุยเก่ง มีความรู้รอบตัวดี แต่เมื่อให้ลองอ่านหนังสือภาษาไทยระดับประถม 3 เด่นอ่านตะกุกตะกักและอารมณ์เสียบอกว่า "ผมไม่อยากอ่านแล้ว"
ผลการตรวจประเมินพบว่า เด่นมีระดับสติปัญญาสูงกว่าปกติ และตอนนี้กำลังมีปัญหาเรื่องอารมณ์ เนื่องจากการเรียนที่ยากและรู้สึกว่า ตัวเองทำไม่ได้
คุณหมอวินิจฉัยแล้วสรุปว่า เด่นเป็นแอลดี และแนะนำว่า ให้คุณแม่ช่วยเหลือเด่นโดยการหัดอ่านหนังสือกับเด่นทุกวัน และติดต่อครูพิเศษมาสอนอ่านโดยเฉพาะเพื่อช่วยพัฒนาเด่น
ที่สำคัญคือ ต้องยอมรับข้อจำกัดของเด็ก และอย่ากดดันเด็กเรื่องการเรียน
...............................................
กรณีของเด่น ถ้าไม่สังเกตจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเป็นแอลดี (Learning Disorders ) ก็คือ ภาวะความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้
บางคนอาจนึกว่า ลูกตัวเองโง่ ไม่สนใจการเรียน เป็นเด็กเกเร ดื้อ ขี้เกียจ ฯลฯ เพราะหน้าตาของเด็กแอลดีและพฤติกรรมจะเหมือนเด็กปกติทั่วไป ยกเว้นการเรียนรู้และพฤติกรรมบางอย่างจะไม่ค่อยได้เรื่อง จึงสังเกตได้ยาก ต่างจากเด็กออทิสติกจะมีพฤติกรรมบางอย่างให้เห็นว่า เด็กมีความบกพร่อง
แต่เด็กแอลดีต้องสังเกตให้ดี เพราะสังคมไทยยังไม่ค่อยรู้จักเด็กแอลดี และนี่คือปัญหาที่อาจทำให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และคนรอบข้างไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแอลดี ซึ่งนำไปสู่ปัญหามากมาย
แค่คนรอบข้างมองคนเป็นแอลดีอย่างไม่เข้าใจ แค่นี้พวกเขาก็เจ็บปวดแล้ว ประกอบกับระบบการช่วยเหลือพัฒนาเด็กแอลดียังมีอยู่ค่อนข้างน้อย
มารู้จักคำว่า แอลดี
แอลดี บางคนดูฉลาดปราดเปรื่องมีความสามารถทางศิลปะ แต่บวกลบคูณหารเลขง่ายๆ ไม่ได้ บางคนเขียนพยัญชนะหรือตัวเลขกลับด้านคล้ายมองจากกระจกเงา บางคนเขียนหนังสือช้า เขียนไม่ตรงบรรทัด บางคนไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน ฯลฯ
เด็กแอลดี ไม่ได้หมายถึง เด็กที่มีไอคิวต่ำ บางคนมีไอคิวสูง อย่างโทมัส เอดิสัน ก็เป็นแอลดีหรือ
ไอสไตน์ ตอนเรียนประถมสอง อ่านหนังสือไม่ออก ครูบอกว่า เขาปัญญาอ่อน แต่โชคดีคุณแม่ของเขาเข้าใจ และสอนลูกที่บ้านโดยวิธีการธรรมชาติด้วยตัวเอง
แต่คนเป็นแอลดีในเมืองไทย ไม่ได้โชคดีเหมือนไอสไตน์ ปัจจุบันมีเด็กไทยระดับประถมเป็นแอลดีประมาณร้อยละ 6 ส่วนใหญ่เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง
แล้วทำไมพวกเขามีความบกพร่องในเรื่องกระบวนการเรียนรู้...
เนื่องจากการทำงานผิดปกติของสมอง ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลเข้าไปจนถึงสมองบูรณาการข้อมูลและสั่งการออกมา ทั้งๆ ที่ระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ และบางคนมีสติปัญญาสูงกว่าปกติ แต่มีความสามารถเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพเท่าเด็กในระดับเดียวกัน
ส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ พวกแอลดีจะมีปัญหาเรื่องการจัดการกับข้อมูลที่ได้รับเข้าไปผิดพลาด ทำให้กระบวนการเรียนรู้มีความบกพร่อง อาจเป็นเรื่องการอ่าน การเขียน การฟัง และการคำนวณ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน
เด็กแอลดีอาจมีความสับสนเรื่องตัวอักษร ทั้งๆ ที่สายตาและหูปกติ ปัญหาด้านการเขียน อ่าน และสะกดคำ บางคนอ่านไม่เข้าใจ อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง อ่านตัวอักษรสลับกัน หรือปัญหาการพูดและฟัง อย่างพูดช้า พูดสับสน เรียบเรียงประโยคไม่ค่อยได้ ตอบคำถามไม่ถูกต้อง
หรือปัญหาการคำนวณ ไม่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานของคณิตศาสตร์ หรืออาจเป็นปัญหาเรื่องกระบวนการคิด สับสนในการเรียบเรียง บูรณาการข้อมูลและความคิดต่างๆ ส่วนปัญหาความจำ อาจจำข้อมูลและคำสั่งต่างๆ ไม่ค่อยได้ นึกอะไรไม่ค่อยออก
ฟังๆ ดูแล้วเหมือนคนสะเพร่า แต่มีจุดร่วมที่พบบ่อยก็คือ มักจะมีสมาธิสั้น พ่อแม่บางคนอาจแปลกใจว่า ทำไมเด็กบางคนคิดเลขคล่อง แต่อ่านหนังสือไม่ค่อยออก
"การที่จะบอกว่า เด็กคนหนึ่งเป็นแอลดีนั้น อันดับแรกต้องมั่นใจก่อนว่า สติปัญญาปกติ ไม่ได้ปัญญาอ่อน บางคนไอคิวอยู่ระดับประถมสี่ แต่อ่านหนังสือระดับประถมหนึ่ง การเป็นแอลดีทำให้เขาเรียนรู้ช้า แต่ไม่ได้เกิดจากสติปัญญาไม่ดี เด็กแอลดีบางคนพูดช้า พูดตกๆ หล่นๆ เล่าเรื่องไม่ปะติดปะต่อ จับใจความไม่ได้ บางคนมีปัญหาการใช้มือ ซุ่มซ่าม บางคนอายุ 6-7 ขวบยังใส่รองเท้าสลับข้าง บางคนบอกเลี้ยวซ้าย ก็เลี้ยวขวา" ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลศิริราช ศึกษาและรักษาแอลดีมานานหลายสิบปี เล่าให้ฟัง เพราะอยากให้คนไทยรู้จักความบกพร่องด้านนี้มากขึ้นจะได้ช่วยกันพัฒนาเด็ก
สาเหตุการเป็นแอลดี
แอลดีมีสาเหตุมาจากอะไร
หลายคนอาจสงสัย เพราะสังคมไทยไม่ค่อยได้พูดถึงคนที่เป็นแอลดี สืบเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นแอลดี
ไม่น่าเชื่อว่า การเป็นแอลดีส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม เพราะความบกพร่องทางสมองที่ผิดปกติของระบบโมเลกุลการเชื่อมโยงกับระบบประสาท ส่วนหนึ่งมาจากยีนที่บกพร่อง และบางส่วนมาจากแม่ติดเชื้อระหว่างคลอด หากเด็กเกิดอาการชักจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง ทำให้การเชื่อมโยงของเส้นประสาทเบี่ยงเบน หรือการที่แม่คลอดก่อนกำหนดในภาวะขาดออกซิเจน หรือมีอุบัติเหตุรุนแรงที่สมอง
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจกลไกของแอลดีอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเด็กที่เป็นแอลดีด้านการได้ยินเสียง จะไม่สามารถจินตนาการเป็นภาพได้ สมองส่วนที่ต้องประมวลข้อมูลในการแปรมีความบกพร่อง หรือเวลาอ่านหนังสือเห็นสัญลักษณ์ แม้จะเข้าใจแต่ไม่อาจแปลเป็นเสียงที่ถูกต้องได้
"สมัยก่อนเราไม่รู้จักแอลดี เพราะคนที่ไม่ถนัดอ่านเขียน ก็ไปเรียนด้านการประดิษฐ์ประดอย แต่ปัจจุบันเด็กทุกคนต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา จึงเริ่มเห็นความบกพร่องในเรื่องของการเรียนรู้" คุณหมอชาญวิทย์ตั้งข้อสังเกต ถ้าถามว่าเด็กกลุ่มนี้อาการจะรุนแรงกว่าออทิสติกหรือไม่ คุณหมอยืนยันว่า ไม่รุนแรง แต่น่าสงสารกว่า เพราะคนภายนอกไม่รู้ว่า เขาเป็นแอลดี เนื่องจากหน้าตาเด็กจะปกติไม่เหมือนเด็กปัญญาอ่อน อย่างเด็กออทิสติกยังดูออกทั้งหน้าตาและพฤติกรรม
"คนที่ไม่เข้าใจเด็กแอลดี ก็จะบอกว่า ขี้เกียจไม่ได้เรื่อง ไม่สนใจเรียน บางคนอาจนึกว่า พ่อแม่ตามใจ ไม่เคยให้ทำอะไร ถ้าคุณครูไม่รู้จักแอลดี ก็จะทำโทษและตำหนิประณามเด็กบ่อยๆ ทำให้เด็กเสียใจอยู่เรื่อยๆ รู้สึกตัวเองไม่มีค่า"
สิ่งที่น่าตกใจสำหรับคุณหมอชาญวิทย์ ก็คือ คุณครูจำนวนมากไม่รู้จักแอลดี เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีในหลักสูตร ทั้งๆ ที่ครูเป็นด่านแรกที่จะค้นพบเด็กกลุ่มนี้แล้วส่งมารักษา เพื่อปรับกระบวนการเรียนรู้ ถ้าเด็กมีปัญหาเรื่องการเขียน คุณครูอาจอ่านโจทย์ให้ฟังหรือให้ตอบทางเทป เด็กกลุ่มนี้จะใช้เวลาในการเรียนรู้นานกว่าเด็กปกติ
แม้เด็กกลุ่มนี้จะรักษาให้หายจากอาการไม่ได้ แต่สามารถพัฒนาศักยภาพ ให้เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จึงต้องสังเกตเด็กตั้งแต่เริ่มหัดอ่านเขียนคือ ประมาณประถมสอง ถ้าอ่านหนังสือไม่ออกหรือเขียนไม่เป็นภาษา พูดไม่เป็นภาษา อาจมีปัญหา
เด็กแอลดีส่วนใหญ่จะมีสภาวะจิตใจเศร้าหมอง เพราะเขาไม่อาจถ่ายทอดความคิดบางอย่างออกมาได้ แม้เรื่องการเรียนรู้เรื่องเขียนอ่านฟังบวกเลขจะดูด้อย แต่ก็ต้องมีสิ่งทดแทน เด็กแอลดีบางคนมีพรสวรรค์มาก คุณหมอยกตัวอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นแอลดีที่เรียนไม่จบ อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ แต่มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง หรือเจ้าของโฟโต้แล็บ เวลาเขียนหนังสือแทบจะไม่มีใครอยากอ่าน อ่านหนังสือก็ผิดๆ ถูกๆ แต่เขาค้นพบว่า ตัวเองชอบถ่ายภาพ ก็เลยศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง
"เด็กกลุ่มนี้ถ้าคนไม่เข้าใจจะถูกทอดทิ้ง อาจทำให้สุขภาพจิตเสีย เมื่อด้านหนึ่งด้อย ก็จะสร้างสิ่งทดแทน ถ้าเด็กที่มีพื้นฐานดี ได้รับการพัฒนา ก็จะใช้ชีวิตได้ปกติ ถ้าไม่รู้ว่าเด็กเป็นแอลดีแล้วปฏิบัติต่อเขาในเชิงลบ อาจทำให้เสียคน หรือเป็นเด็กเกเร"
รู้ว่าลูกเป็นแอลดี
ภาพในสมองของเด็กแอลดีจะไม่เหมือนเด็กปกติ บางครั้งเขาไม่เข้าใจตัวอักษรที่เขียน ไม่เข้าใจว่า ตัวอักษรมารวมกันเป็นคำได้อย่างไร บางคนมีปัญหาเรื่องการฟัง การจำสิ่งที่ครูพูด จึงไม่แปลกหากเด็กแอลดีจะไม่ค่อยมีระเบียบทั้งเรื่องการเขียน เรื่องส่วนตัว เด็กแอลดีมักมีปัญหาในการเรียนรู้เฉพาะเรื่องเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ช่วงที่เด็กเรียนอนุบาลอาจไม่เห็นความผิดปกติ เพราะเด็กยังไม่ต้องเรียนเขียนอ่านและฟัง แต่เมื่อเรียนอยู่ระดับประถมสอง อายุประมาณ 7 ปี ถ้ามีความผิดปกติจะมองเห็นได้ไม่ยากนัก บางคนเรียนรู้ได้ต่ำกว่าระดับสติปัญญาสองปี อย่างเด็กอายุ 10 ปีมีไอคิว 100 ปรากฏว่า มีความสามารถในการอ่านเท่ากับเด็กอายุ 7 ปี
ถ้ามีลูกเป็นแอลดี ไม่เพียงแต่ต้องให้กำลังใจ ยังต้องช่วยกันพัฒนา และประสานกับคุณครูเพื่อให้การช่วยเหลือ
ประภา อภิพัฒนา คุณแม่ลูกสอง ประธานชมรมบุคคลแอลดี เคยเป็นพยาบาล เล่าว่า ลูกทั้งสองเป็นแอลดี ลูกชายคนโตเป็นทั้งแอลดีและมีอาการออทิสติกเล็กน้อย เขามีปัญหาเรื่องทักษะการอ่านและเขียน ส่วนลูกสาวจะมีปัญหาเรื่องภาษาที่เป็นสัญลักษณ์ คุณศัพท์เกี่ยวกับเวลา
"ตอนแรกก็ไม่รู้เป็นแอลดี ตอนลูกชายคนโตคลอด เขามีปัญหาเรื่องภาวะการขาดออกซิเจนเล็กน้อย ส่วนใหญ่เด็กแอลดีจะมีประวัติการคลอดไม่ปกติ อย่างเช่นดูดออกจากช่องคลอด อย่างลูกสาวปัญหาจะไม่ซับซ้อนเท่าลูกชาย" เธอกล่าวแล้วบอกว่า
ลูกชายคนโตชอบอ่านหนังสือ พอถึงวัยต้องอ่านเขียน ทำไมไม่อ่าน แม่ต้องอ่านให้ฟังตลอด ครูสังเกตเห็นก็บอกให้ไปพบแพทย์ คิดว่า สามีคงเป็นแอลดีด้านภาษา เด็กแอลดีจะมีปัญหามากในช่วงโต เขาจะอ่อนไหวและดูเศร้า ไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง
เธอสังเกตเห็นบ่อยๆ ว่าลูกทั้งสองจะรู้สึกเศร้ามากกว่าเด็กปกติ คนทั่วไปจะนึกว่าลูกๆ เป็นเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบสอนยาก ทั้งๆ ที่เขาอยู่ในโรงเรียนที่เปิดกว้างอย่างรุ่งอรุณ ลูกคนเล็กมักจะพูดบ่อยๆ ว่า "หนูเรียนหนังสือไม่เก่ง สู้เพื่อนไม่ได้ "
ทั้งๆ ที่เพื่อนของลูกคนเล็กจะช่วยเหลือเธอทุกอย่าง แต่ลูกก็ไม่วายน้อยใจ เธอไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เพราะกระบวนการเรียนรู้บางอย่างต้องใช้ทักษะและการวิเคราะห์ข้อมูล จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ
คุณแม่ลูกสองบอกอีกว่า ถ้าเทียบกับเด็กแอลดีคนอื่นๆ ลูกๆ ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เราจะมีกลุ่มบำบัดช่วยเหลือเด็กบกพร่อง มีผู้ปกครองรวมตัวกันทำงานอาสาสมัครในโรงเรียน
"เด็กปัจจุบันมีสิ่งเร้าภายนอกเยอะ ยิ่งเด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง ถึงจะช่วยพัฒนามากขนาดไหน ก็ยังมีปัญหา"
ส่วนบทบาทของประธานชมรม เธอบอกว่า พยายามจะเชื่อมโยงทำงานกับองค์กรอื่นๆ รวมถึงผลักดันให้รัฐมีการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองทั้งหมด
"ก็ยังดีใจที่ลูกสาววัย 12 ขวบมีความถนัดในเรื่องการออกแบบ วาดรูป และประดิษฐ์ประดอยเก่ง ส่วนลูกชายวัย 13 ปีวาดการ์ตูน และลายเส้นได้สวยงาม"
แม้จะมีสิ่งทดแทนบางอย่างให้ลูกทั้งสอง แต่เธอก็นึกไม่ออกว่า ลูกจะเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ถ้าเขาเรียนต่อคงต้องขยันมากกว่าเด็กปกติหลายเท่า แต่เธอก็พยายามไม่เครียด ช่วยเหลือและให้กำลังใจลูกตลอดเวลา
รู้ตัวว่าเป็นแอลดี
ไม่น่าเชื่อว่า บางคนแทบจะไม่รู้ว่าตัวเองว่าเป็นแอลดี เพราะระบบการศึกษาในสังคมไทยไม่มีระบบการทดสอบขั้นพื้นฐานเพื่อดูว่าเด็กปกติหรือไม่
คุณหมอชาญวิทย์บอกว่า ในต่างประเทศจะมีเด็กแอลดีเรียนจนจบปริญญาโทและเอก พวกเขาจะได้รับการพัฒนาเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองถนัด หากรู้ว่าเด็กเป็นแอลดีจะมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ใช้เทคนิคและอุปกรณ์การสอนแตกต่างจากห้องเรียนปกติ อย่างเด็กที่เป็นแอลดีด้านการอ่าน ก็จะมีเครื่องมือช่วยในการอ่านเหมือนพจนานุกรมของเด็กแอลดี
เขายกตัวอย่างคนไข้ผู้หญิงรายหนึ่ง เธอเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยมาก เรียนมหาวิทยาลัยที่ไหนก็ไม่จบ ตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยมีใครบอกว่าเป็นแอลดี แต่พอไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย อาจารย์ที่นั่นบอกว่าให้ไปตรวจเช็คเพราะอาจเป็นแอลดี
"เธอมาหาผม พอซักประวัติย้อนหลัง ปรากฏว่า เป็นแอลดีด้านการอ่านและเขียน และสมาธิสั้น แต่บังเอิญฉลาดเอาตัวรอดได้ แม้จะเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่เธอมีงานทำ เธอจะเจ็บปวดมากที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ เธอมักจะหลงๆ ลืมๆ แม้กระทั่งการวางแผนหรือจัดระบบชีวิตง่ายๆ เธอจะทำได้ยากมาก และทำอะไรไม่ค่อยเป็นระเบียบ"
กรณีที่คุณหมอยกตัวอย่างคือ แอลดีสู้ชีวิต เมื่อรู้ตัวว่ามีปัญหาการอ่านและเขียน ก็พยายามเอาดีด้านอื่น แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ยังมีปัญหา เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในรายละเอียดหลายอย่าง
หน่อย คือ คนที่คุณหมอชาญวิทย์กล่าวถึง ปัจจุบันเธอมีอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ เธอเล่าว่า มีปัญหาเรื่องเรียนตั้งแต่เด็ก เรียนไม่ค่อยเก่ง คณิตศาสตร์ง่ายๆ ก็ทำไม่ได้ อีกอย่างคือ สมาธิสั้น แต่ไม่รู้ตัวเอง ก็อาศัยว่ามีกลุ่มเพื่อนดีและท่องข้อสอบเก่าๆ จึงสอบผ่านมาได้
แม้เธอจะไม่เปิดเผยนามจริง แต่ก็พยายามให้ข้อมูลเต็มที่ว่า อาจารย์ทางออสเตรเลียสงสัยว่า เราจะเป็นแอลดี ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ผลของแบบทดสอบเราได้คะแนนต่ำมาก อย่างเรื่องง่ายๆ เรื่องเอกสารหรือตัวเลขจะทำไม่ได้เลย
"ตอนอยู่มัธยมปีที่ 6 ดิฉันฟังญาติพูดคุยกัน ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ส่วนเพื่อนที่คบกัน ก็ไม่อยากคบ บางเรื่องที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่เราไม่รู้เรื่อง ทำไม่ได้ เป็นคนเข้าใจช้า และบางครั้งเวลาทำงานจะโฟกัสไปเพียงจุดเดียว จุดอื่นมองไม่เห็น หลายคนนึกว่า เราปกติ แต่คนจะมองว่า เราซุ่มซ่าม หรือเวลากรอกเอกสารง่ายๆ ก็ทำอยู่นานมาก"
ถ้าถามว่า มีคนในครอบครัวเป็นแอลดีไหม เธอบอกว่า พ่อน่าจะเป็นแอลดี แต่ไม่อยากพูดถึง บ่อยครั้งที่เธอเดินหลงตึก หรือนึกจะเล่าเรื่องสักเรื่อง ก็ยากเย็น และเล่าไปแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง
นั่นคือปัญหาส่วนหนึ่งที่ชัดเจนของแอลดีผู้ใหญ่ เธอคนนี้บอกว่า พยายามหลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวกับเอกสารและตัวเลข
อย่างไรก็ตาม ลองสังเกตดูว่า ลูกคุณเป็นแอลดีหรือไม่ ยิ่งรู้เร็วเพียงใด ก็จะช่วยพัฒนาเด็กได้เร็วยิ่งขึ้น
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 |