| อิ่มก็ปวด หิวก็ปวด
โรคกระเพาะ นอกจากจะหมายถึงโรคแผลในกระเพาะอาหารแล้ว ยังรวมถึงโรคแผลที่ลำไส้เล็ก โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และโรคลำไส้อักเสบอีกด้วย
แต่โรคกระเพาะที่จะพูดถึงวันนี้ จะกล่าวเฉพาะภาวะผิดปกติที่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะ มีการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหารมากเกินไป โดยมากมักจะเป็นเรื้อรัง มีระยะสงบของโรคที่ไม่แสดงอาการค่อนข้างนาน ดูเผินๆ เหมือนอาการจะไม่รุนแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษา หรือไม่ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อาการของโรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะ ทั้งชนิดที่เป็นแผลและไม่เป็นแผล อาการจะคล้ายคลึงกัน คือมีอาการปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือขึ้นไป หรือปวดใต้ชายโครงซ้าย บางรายปวดแน่นถึงหน้าอก ปวดแบบแสบๆ ร้อนๆ ปวดเรื้อรังนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี โดยมากจะเป็นๆ หายๆ การปวดจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่าง ปวดเวลาอิ่ม หรือปวดกลางดึก
นอกจากนี้จะมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน อาการดังกล่าวสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา คือ
- เลือดออกในกระเพาะอาหาร อาการแสดงคือ อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ
- กระเพาะอาหารทะลุ อาการแสดงคือ ปวดท้องช่วงบนเฉียบพลัน รุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก
- กระเพาะอาหารอุดตัน อาการแสดงคือ รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก
หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน เพราะนอกจากภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว ยังอาจเป็นไปได้ว่ามีเนื้องอก หรือมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

1.เชื้อแบคทีเรีย ชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor pylori) ซึ่งจะติดต่อได้จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรคเหล่านี้ปนเปื้อน เชื้อดังกล่าวทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหารได้
2.กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้มากขึ้น แผลหายช้า และเกิดเป็นแผลใหม่ได้ง่าย ทำให้การรักษาด้วยยาไม่ได้ผลดี ปัจจัยที่ทำให้มีกรดในกระเพาะอาหารมาก ได้แก่
- ความเครียด วิตกกังวล อารมณ์
- การสูบบุหรี่
- การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานมากหรือน้อยเกินไป
3.เยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย ทำให้มีแผลในกระเพาะอาหารมากขึ้น หรือทำให้แผลอักเสบมากขึ้น การหายของแผลช้า ปัจจัยที่มีผล ได้แก่
- การใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และน้ำอัดลม
- การรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
4.กรรมพันธุ์ พบว่าโรคกระเพาะอาหารสามารถเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกันได้บ่อยๆ
การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร
1.รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด เพื่อลดอัตราการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งบางชนิดของกระเพาะอาหาร
2.รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่รับประทานมากหรือน้อยเกินไป
3.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และน้ำอัดลม
4.งดสูบบุหรี่
5.งดอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
6.หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก แต่หากจำเป็นต้องใช้ ควรรับประทานยาหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ
7.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึก
8.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
9.ทำอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส ไม่เครียด
แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหาร
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวด จุกเสียด แน่นท้อง แสบท้อง มานานไม่เกิน 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการเตือนที่สำคัญ คือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ให้รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และปฏิบัติตัวตามแนวทางการป้องกันดังที่กล่าวมาแล้ว
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการมานานกว่า 1 เดือน หรือมีอาการเตือนที่สำคัญตั้งแต่ต้น จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม คือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
ถ้าไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร ให้ปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน และอาจต้องรับประทานยานาน 4 สัปดาห์ แต่ถ้ามีแผลในกระเพาะอาหาร
1.ต้องตัดชิ้นเนื้อจากแผล เพื่อตรวจหาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
2.ต้องตัดชิ้นเนื้อจากส่วนล่างกระเพาะอาหาร เพื่อดูว่ามีเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือไม่ ถ้ามีเชื้อโรคดังกล่าว ร่วมกับมีแผล ต้องให้ยากำจัดเชื้อโรค 1 สัปดาห์ และให้ยารักษาแผลอีก 4-6 สัปดาห์
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจุกเสียด แน่นท้อง แสบท้อง นานไม่เกิน 2 สัปดาห์ และไม่มีอาการเตือนที่สำคัญ คือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ จะรักษาด้วยยา ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และการวินิจฉัยของแพทย์ ยารักษาโรคกระเพาะอาหาร แบ่งเป็น
1.ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
2.ยายับยั้งการหลั่งกรด
3.ยาเพิ่มความต้านทานของชั้นเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร
4.ยาอื่นๆ ได้แก่ ยาเพิ่มการขับเคลื่อนในกระเพาะอาหาร ยาลดลมในกระเพาะอาหาร และยาปฏิชีวนะ
ยาลดกรดมักใช้เป็นลำดับแรกในการรักษาโรคแผลในกระเพาะและลำไส้ ได้แก่ โซดามินท์ หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เกลือของอลูมิเนียม เช่น อลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ เกลือของแมกนีเซียม เช่น แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ หรือเป็นตัวยาผสมระหว่างเกลืออลูมิเนียมและแมกนีเซียม นอกจากนี้ ยาลดกรดหลายตำรับมีการใส่ตัวยาซึ่งมีฤทธิ์ไล่ก๊าซ แต่ไม่มีฤทธิ์ลดกรด และไม่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
หากเป็นยาลดกรดที่มีเกลือของอลูมิเนียมผสมอยู่มาก อาจทำให้ท้องผูก หากมีเกลือของแมกนีเซียมผสมอยู่มาก อาจทำให้ท้องเดิน ดังนั้นยาลดกรดในกลุ่มนี้จึงนิยมใช้สูตรผสมเกลือของอลูมิเนียมและแมกนีเซียม เพื่อลดผลเสียของกันและกัน
ข้อควรระวังในการใช้ยาลดกรด
- การใช้ยาในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับ ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
- ยาลดกรดสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือทำให้ยาอื่นมีประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ดังนั้นต้องบอกแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งหากใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย
- ควรรับประทานยาติดต่อกันตามแพทย์สั่ง และไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น
- หากมีอาการของภาวะแทรกซ้อน ต้องรีบไปพบแพทย์
หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารหรือให้กลืนแป้งแล้วเอ็กซเรย์ เพื่อดูร่องรอยของแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น จะทำให้วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการใช้กล้องส่องตรวจทางเดินอาหาร ได้ผลชัดเจนแน่นอนกว่าการตรวจโดยวิธีเอ็กซเรย์กลืนแป้ง เนื่องจากสามารถมองเห็นพยาธิสภาพของพื้นผิวทางเดินอาหาร
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
ก่อนการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารประมาณ 6-8 ชั่วโมง เพื่อกันการสำลัก ถ้ามีฟันปลอมถอดได้ ให้ถอดออก
ขั้นตอนต่อมาคือทำให้คอผู้ป่วยชา โดยให้กลืนยาชาและพ่นยาชาที่คอ ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาชา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เมื่อคอผู้ป่วยชาแล้ว สังเกตได้ว่าจะรู้สึกกลืนไม่ลง แพทย์จะใส่กล้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวนิ่มๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8.6 มิลลิเมตร เข้าทางปาก ลงคอไปตามหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
เนื่องจากการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ 5-10 นาที จึงมักทำในขณะผู้ป่วยรู้สึกตัว แต่ถ้าผู้ป่วยรู้สึกกลัวหรือเป็นผู้สูงอายุ ก็จะส่องกล้องตรวจในขณะผู้ป่วยหลับ โดยการฉีดยานอนหลับ ภาพการส่องกล้องจะปรากฏบนจอภาพ ซึ่งสามารถบันทึกภาพเก็บไว้ได้ ถ้าพบความผิดปกติระหว่างการส่องกล้องตรวจ แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจละเอียดต่อไป
เมื่อสิ้นสุดการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะยังรู้สึกชาที่คอ และกลืนลำบากอีกประมาณ 30 นาที เพราะฤทธิ์ยาชา ถ้ายังชาที่คอ อย่าเพิ่งไอ ขาก หรือกลืนน้ำลาย เพราะอาจจะสำลักได้ ถ้ามีน้ำลาย ให้บ้วนทิ้ง เมื่อคอหายชา จึงเริ่มดื่มน้ำและรับประทานอาหาร ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อจะได้ไม่เจ็บคอ
ประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
1.เพื่อดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ว่ามีลักษณะผิดปกติอะไรหรือไม่ เช่น ตีบ อุดตัน เป็นแผล อักเสบ เนื้องอก มะเร็ง จุดเลือดออก เส้นเลือดแตก
2.ถ้าพบลักษณะแผล เนื้องอก มะเร็ง แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ต่อไป ว่าเป็นแผลธรรมดาเป็นมะเร็ง หรือมีเชื้อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะอาหารหรือไม่
3.ถ้าพบจุดเลือดออก อาจฉีดยาห้ามเลือด หรือใช้ความร้อน กระแสไฟฟ้าห้ามเลือด หรือใช้ hemoclip ซึ่งมีลักษณะคล้ายเข็มเย็บกระดาษ ช่วยหยุดเลือด
4.หากมีการตีบตัน เช่นเนื่องมาจากมะเร็งของหลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบเนื่องจากกรดหรือด่าง ก็จะใช้กล้องส่องกระเพาะช่วยขยายได้บางส่วน
5.ในกรณีที่มีเส้นเลือดดำโป่งพองที่ส่วนปลายหลอดอาหาร ซึ่งพบในผู้ป่วยตับแข็ง มีอาการอาเจียนเป็นเลือด สามารถรัดเส้นเลือดดำที่แตกนี้ได้ โดยรัดผ่านกล้องส่องตรวจกระเพาะอาหาร
6.ใช้คีบสิ่งแปลกปลอมที่ตกลงไปในช่องทางเดินอาหาร เช่น ก้าง กระดูก สตางค์ เป็นต้น
7.เพื่อติดตามผลการรักษาด้วยยา ว่าแผลหายดีหรือไม่
ผลข้างเคียงของการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
1.เลือดออกหรือทะลุ พบได้น้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย มักพบในรายที่จี้ตัดเนื้องอก หรือตัดชิ้นเนื้อหลายๆ แห่ง
2.การสำลัก เกิดปอดอักเสบได้ แต่พบได้น้อย
3.การติดเชื้อ พบได้น้อยเช่นกัน
4.อาจมีอาการเจ็บระคายคอ การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยได้
อาการบ่งชี้ที่สามารถใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหาร ได้แก่ ปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ ใต้ชายโครงซ้าย เหนือสะดือ เสียดท้อง ปวดแสบท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง กลืนอาหารลำบาก กลืนอาหารเจ็บ น้ำหนักลดลง เบื่ออาหาร อาเจียนบ่อยๆ ซีด ภาวะโลหิตจาง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีก้อนในช่องท้องด้านบน
โดย เอมอร คชเสนี 15 กันยายน 2548 10:04 น. |