Siamsouth.com เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย จัดทำขึ้นโดยกลุ่มคนซึ่งต้องการเห็นความสามัคคีในชาติ ขอให้ผู้ใช้งานทุกท่าน ยึดมั่นในแนวทางนี้ด้วยนะครับ

 

 

"ตรวจสุขภาพประจำปี" มีความจำเป็นจริงหรือ ?

ทุกวันนี้หากเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมคนป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ มักจะพบแผ่นพับเชิญชวนให้ตรวจร่างกายประจำปีทำให้บางครั้งอาจเกิดความสงสัยว่า

เอ! เราจำเป็นต้องตรวจตามคำแนะนำจริงหรือ? หรือโรงพยาบาลอยากตรวจเพื่อหารายได้ให้กับตัวเอง

ผู้เขียนอยากให้มองข้อเท็จจริงบางอย่างก่อนที่จะให้ความคิดเห็น


1.โรคบางโรคพบได้ค่อนข้างบ่อย แต่อาจไม่มีอาการอะไรเลย

2.โรคบางโรคแม้ว่าจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในระยะยาวอาจเกิดปัญหาทางสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น โรคเบาหวาน อาจไม่มีอาการมากมายในช่วงต้น แต่หากเราไม่ทำการควบคุมอย่างเหมาะสม สิ่งที่จะเกิดตามมาในระยะยาวคือ การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดในอวัยวะที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย เช่น ไต อาจเกิดปัญหาไตวายเรื้อรัง หรือฉากรับภาพภายในลูกตา ซึ่งอาจทำให้นัยน์ตาเสียจนถึงขั้นตาบอดได้

โรคอีกอย่างที่ควรกล่าวถึงคือ โรคความดันสูง และไขมันในเลือดสูง หากไม่ได้รับการควบคุม ในระยะยาวอาจเกิดปัญหาเส้นเลือดแดงที่อวัยวะต่าง ๆ อุดตันได้ เช่น เส้นเลือดในสมองอุดตัน เกิดเป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ หากเป็นเส้นเลือดที่หัวใจอุดตัน เกิดเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งในแต่ละโรคล้วนอาจมีอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น

3.เงินงบประมาณที่รัฐบาลใช้ในโครงการประกันสุขภาพ 30 บาท (โดยจ่ายให้เป็นเหมาจ่ายรายหัวเป็นเงินประมาณ 1,200 บาทต่อคน) เงินส่วนนี้ประมาณ 15% ได้ถูกนำมาใช้ในการเสริมสร้างและป้องกันสุขภาพ

อันนี้หมายความว่าอย่างไร?
มันหมายถึงว่า หากเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือหากเกิดแล้วให้เรารู้และทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะมีความคุ้มค่ามากกว่าการที่เรารู้ภายหลังเมื่อโรคเป็นมากแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะมากกว่าที่เราเสียเพื่อการส่งเสริมและป้องกันสุขภาพ และตรวจสอบโรคพบตั้งแต่เนิ่น ๆ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่แพทย์ว่า โรคต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น กว่าที่คนไข้จะมาพบแพทย์ โรคนั้นจะเป็นมากแล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว โรคบางชนิดที่ควรจะตรวจพบได้จากการตรวจเลือดธรรมดา ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผู้ป่วยมาตรวจเมื่อเกิดโรคแล้วหกเดือนถึงหนึ่งปี คือ เมื่อเริ่มมีอาการปรากฏชัด เช่น ม้ามโตมากจนเต็มช่องท้อง ทำให้การรักษาพยาบาลทำได้ผลดีไม่เท่าการรักษาในต่างประเทศ

อีกอย่างหนึ่งที่ควรคำนึงคือ สิ่งแวดล้อมในบ้านเรา ไม่ได้รับการควบคุมให้อยู่ในสภาพดีเท่าที่ควร อากาศยังเต็มไปด้วยมลภาวะ น้ำเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล โรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง และน้ำเหล่านั้นก็ถูกบำบัดในระดับหนึ่งก่อนที่จะส่งมาให้เราใช้อุปโภคบริโภค

การใช้ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ของเกษตรกร โดยที่ผู้ใช้ก็ไม่มีการป้องกันที่ดี ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดอันตรายกับตนเอง ในขณะที่พืชผักที่ส่งถึงผู้บริโภคก็มีการปนเปื้อนสารเคมีต่าง ๆมากมายโดยปราศจากการควบคุมที่ได้มาตรฐาน

สารก่อมะเร็งมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งที่เรารู้และไม่รู้ เช่น ที่มีข่าวอื้อฉาวมาแล้ว เรื่องน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากบริษัทแฟรนไชส์ที่ใหญ่โต ถูกนำมาขายต่อให้กับพ่อค้าแม่ค้าในราคาถูกเพื่อนำไปทอดต่อ ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอดหรือปาท่องโก๋ ซึ่งน้ำมันที่ผ่านการใช้มาหลาย ๆครั้ง จะมีสารก่อมะเร็งเกิดขึ้นอย่างมากมายปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เราบริโภค

สารอัลฟาท็อกซินที่เกิดจากเชื้อราที่ปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสงที่อับชื้น เป็นสารก่อมะเร็งตับตัวสำคัญในบ้านเรานอกจากไวรัสตับอักเสบ

หลักฐานที่สนับสนุนอีกอย่างหนึ่งคือ จะพบว่าอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งบางชนิดในบ้านเรา เกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยกว่าในต่างประเทศประมาณสิบปี ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า อาจเนื่องจากการที่เรามีสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า
ทีนี้ พอจะเห็นความสำคัญของการที่ควรตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีแล้วหรือยัง

หากคิดจะตรวจร่างกายประจำปีก็คงจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า จะตรวจมากแค่ไหนถึงจะเหมาะสม เนื่องจากมีการตรวจที่มากมาย ค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไปตามปริมาณความละเอียดที่ตรวจ แต่ละโรงพยาบาลอาจให้ข้อเสนอที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปก็จะอาศัยหลักการคร่าว ดังต่อไปนี้

1.อายุ เป็นปัจจัยที่อาจถือว่าสำคัญที่สุดในการกำหนดว่า ควรจะตรวจอะไรบ้าง ในคนหนุ่มสาวอายุน้อยกว่าสามสิบปี โดยทั่วไปการตรวจมักจะไม่มาก มีการตรวจเม็ดเลือดทั่วไป การตรวจปัสสาวะ การตรวจเอกซเรย์ปอด หรืออาจจะตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หากอายุมากขึ้นระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปี การตรวจก็จะเพิ่มขึ้น โดยจะมีการตรวจเรื่องเบาหวาน ไขมันในเลือด การตรวจการทำงานของตับและไต การตรวจคลื่นหัวใจ การตรวจภายในในกรณีที่เป็นเพศหญิง หากอายุมากกว่าห้าสิบปีการตรวจก็จะเพิ่มขึ้นเช่น อาจมีการตรวจอัลตร้าซาวด์ดูอวัยวะภายในช่องท้อง การตรวจทางเดินอาหาร เป็นต้น

2.ปัจจัยเสี่ยง เช่น บุคคลในครอบครัวมีประวัติการเป็นมะเร็งในระบบใดระบบหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วโอกาสของคนคนนั้นที่จะเป็นมะเร็งก็จะสูงขึ้นด้วย ดังนั้น ก็จะมีการตรวจหามะเร็งที่พบบ่อยควบคู่ไปด้วย อาจจะเป็นการตรวจร่างกาย การตรวจจากเลือด หรือการเอกซเรย์พิเศษเพิ่มเติมจากโปรแกรมมาตรฐานที่มีกำหนดไว้ เช่น หากมีญาติพี่น้องหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ ควรจะต้องมีการตรวจทางลำไส้ซึ่งอาจเป็นการกลืนแป้งหรือสวนแป้งเอกซเรย์ปีละครั้งเมื่ออายุมากขึ้น

3.โรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น หากมีอาการปวดข้อเป็น ๆหาย ๆบ่อย ๆ อาจต้องมีการตรวจเลือดหาโรคข้อบางชนิดเพิ่มเติม หรือในบางคนอาจทำงานเกี่ยวกับฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือมีโรคปอดเรื้อรังอยู่ อาจต้องตรวจสมรรถภาพปอดเพิ่มเติม บางคนมีอาการใจเต้นใจสั่นบ่อย ๆ หรือมีชีพจรเต้นเร็ว อาจต้องตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์เพิ่มเติม หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย เช่น ท้องผูกท้องเสียบ่อย ๆ อาจต้องตรวจเกี่ยวกับทางเดินอาหารเพิ่มเติม เหล่านี้สามารถคุยรายละเอียดและขอคำแนะนำจากแพทย์ที่เราไปตรวจได้

การตรวจร่างกายประจำปี เป็นเหมือนการเฝ้าระวังการเกิดโรค อาจจะต้องมีการลงทุนบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้วจะคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งสำหรับสุขภาพของคุณ และเงินในกระเป๋าด้วย หากพบเมื่อโรคเป็นมากแล้ว ให้การรักษาช้า โรคแทรกซ้อนจะมีมากขึ้น ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น และที่สำคัญ ร่างกายของเราอาจจะไม่สามารถกลับมาเหมือนกับปกติก่อนที่จะเกิดโรคได้

โดย รศ. พอ. นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล



 ยินดีรับคำติชมและข้อเสนอแนะ  ส่งมาที่ E-mail :siamsouth1@hotmail.com
***ใช้งานได้ดีกับ Internet Explorer 6.0 + ,Text size=Medium,หน้าจอขนาด 800 x 600 px ***