เรื่องของมะเร็งที่เราควรรู้
 
 

      เป็นที่ยอมรับกันแล้วในปัจจุบัน และสามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า ในดีเอ็นเอมนุษย์มี ยีนมะเร็ง ประกอบอยู่แล้วตั้งแต่เริ่ม เพียงแต่ในสภาพการณ์ปกติ ยีนเหล่านี้จะไม่แสดงตัว ไม่กำเริบเสิบสานถึงขั้นรุกรานชีวิต จนกว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการก่อตัวของเซลล์มะเร็งซึ่งร่างกายไม่สามารถกำจัดหรือควบคุมได้ เมื่อนั้นเอง อาการที่เรียกว่า มะเร็ง ก็จะปรากฏขึ้น ทำลายขวัญ ทำลายสุขภาวะของร่างกายและชีวิต จนผู้ป่วยต้องคิดหาวิธีสารพัดที่จะกำจัดกลุ่มเซลล์เลวร้ายเหล่านี้ออกไปให้สิ้นซาก
      
       นายแพทย์ชาวจีนชื่อ หยิง กิง ชาง เคยเสนอทฤษฎีที่ชื่อ ECIWO (Embryo Containing the Information of the Whole Organism) Biology ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญกล่าวว่า เซลล์ของร่างกายที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมีอยู่ในร่างกายทุกคนมาตั้งแต่เกิด เซลล์เหล่านี้นายแพทย์ชาวบอกว่า เป็นเซลล์ที่มีการหยุดพักการเจริญอยู่ในช่วงที่มีการเจริญระหว่างระยะแบ่งตัวจากไข่ที่ถูกผสมแล้ว จากหนึ่ง เป็นสอง เป็นสี่ และทวีคูณต่อๆ ไป จนถึงระยะที่เป็นกลุ่มเซลล์รวมตัวกันเป็นก้อนตัน (Morula) ดังนั้นทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ แต่จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่า มีเซลล์ที่หยุดพักการเจริญตกค้างอยู่มากหรือน้อย เซลล์เหล่านี้เมื่อตกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีจะเกิดการกลายพันธุ์ (Mutation) กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งลืมลักษณะดั้งเดิมของตัวเอง ได้แต่แบ่งตัวไม่หยุดจนเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น

 

      ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์ อดีตหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยาย ณ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 ในช่วงที่ตัวท่านป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ และสนใจศึกษาเรื่องมะเร็งกับทางเลือกในการรักษาอย่างเข้มข้น (ปัจจุบันท่านถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว) ว่า
       ...มะเร็งจัดเป็นการเจ็บป่วยเรื้อรังที่มีลักษณะของการเสื่อมสภาพเป็นสำคัญ โดยมากมะเร็งใช้เวลานานตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปี ก่อนจะปรากฏอาการเป็นก้อนทูม รวมเซลล์มะเร็งจำนวนหลายล้านตัวแล้ว
       ...มะเร็งไม่ใช่โรคโดดเดี่ยว แต่มีหลายแบบ หลายประเภท ลักษณะที่เหมือนกันมีอยู่สองอย่างคือ 1. มีเซลล์ผิดปกติที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ไม่อยู่ในการควบคุม กับ 2. มีการแพร่กระจายไปสู่เนื้อเยื่อดีๆ ของร่างกายได้
       ...ร่างกายของมนุษย์เป็นชุมชนมหัศจรรย์ มีผังเมืองเรียบร้อย มีระบบถ่ายเทอากาศ ระบบเชื้อเพลิงจากอาหาร ระบบย่อยอาหาร มีโรงงานเคมี ระบบทำความร้อน ระบบกำจัดขยะ มีเส้นทางคมนาคม ทั้งเอนไซม์และฮอร์โมนหลายอย่าง และอื่นๆ สิ่งที่เราต้องทำให้ร่างกายคือ หาวัตถุดิบมาให้เท่านั้น
       ...การรับวัตถุดิบเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งการใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ทำให้เซลล์บางตัวของอวัยวะที่ส่อมะเร็งอยู่แล้วเกิดเป็นมะเร็งขึ้น เซลล์ที่เป็นมะเร็งจะหลงลืมข้อมูลดั้งเดิมหมด ทำเป็นอย่างเดียวคือ งอกได้งอกเอา มันลืมวิธีการใช้ออกซิเจนแบบเซลล์ปกติ แต่หันไปรับเชื้อเพลิงจากการหมักน้ำตาลกลูโคสเพื่อการเติบโต จนอุดตันเส้นทางลำเลียงออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงเซลล์ดีๆ รอบตัวมัน ทำให้เซลล์ดีๆ ขาดออกซิเจน ขาดอาหาร จนต้องตายในที่สุด

 

      สาเหตุของการเกิดมะเร็ง
       สาเหตุโดยตรงนั้นเราไม่ทราบ เท่าที่ทราบคือ มีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย แล้วไปทำให้เซลล์บางตัวที่ส่อต่อการเกิดมะเร็งอยู่แล้วมีการกลายพันธุ์ สารพิษที่ว่านั้นมาจาก 3 แหล่งใหญ่ๆ ได้แก่
       1. สิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีจากควันท่อไอเสียรถยนต์ สารเคมีจากมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีที่ส่งถ่ายจากเลือดของแม่สู่ตัวอ่อนในครรภ์ การสัมผัสเอกซเรย์ การแผ่รังสีจากแสงแดด แก๊สเรดอนแผ่มากจากดิน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าแรงสูง แบคทีเรียบางชนิดมีลักษณะคล้ายไวรัสชื่อ Progenator Cryptocides เป็นต้น
       2. จากสิ่งบริโภค เช่น อาหารไขมันสูง จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม สารเคมีฆ่าแมลงที่ตกค้างในอาหาร สารกันบูดในอาหารกระป๋อง ยา คาเฟอีนมากไป สารพิษปนเปื้อนในน้ำดื่ม แอลกอฮอล์มากไป ฮอร์โมนเพศหญิง-เอสโตรเจน อาหารปรุงแต่งมากเกินไป เป็นต้น
       3. จากวิถีชีวิต เช่น ความเครียดเรื้อรัง อารมณ์โกรธ ปัญหาที่แก้ไม่ตก ฯลฯ
      
      

 

      อาการเตือนของมะเร็งในระยะแรก
       กระเพาะอาหาร – เบื่ออาหารนานเกิน 2 สัปดาห์, อาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ เป็นอยู่อย่างนี้นานเกิน 2-3 สัปดาห์, อาเจียนเป็นเลือดหรือสีคล้ายน้ำล้างถุงกาแฟ, อุจจาระดำคล้ายน้ำมันดินโดยไม่ได้กินยาที่เข้าสารเหล็ก, น้ำหนักลด อ่อนเพลีย และซึมเซา (มักเป็นระยะท้าย)
       ช่องปาก ช่องคอ และกล่องเสียง – เสียงแหบนานเกิน 3 สัปดาห์, มีแผลหรือแผ่นเนื้อสีขาว หรือก้อนบริเวณริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ช่องคอ ที่ไม่หายภายในสามสัปดาห์, มีเลือดออกซ้ำๆ จากลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือช่องคอ
       เต้านม – ขนาดเปลี่ยนแปลงไป, มีของเหลวไหลออกมาทางหัวนม ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว เหลือง หรือเลือด, มีก้อนในเต้านม ซึ่งส่วนมากไม่มีอาการเจ็บปวด, ผิวหนังที่คลุมเต้านมมีรอยบุ๋มหรือมีลักษณะขรุขระเป็นผิวส้ม, มีแผลถลอก ตกสะเก็ด หรือระคายบริเวณหัวนม
       ไต กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก – มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ปวดแสบขณะถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย หรือถ่ายปัสสาวะไม่ออก ถ่ายไม่หมด หรือรั่วซึมหลังถ่าย
       ไทรอยด์ – มักเป็นในคนอายุน้อย มีอาการไม่มาก (ที่มีอาการมากมักเป็นไทรอยด์เป็นพิษ ไม่ใช่มะเร็ง) มีก้อนกลมลูกเดียว คลำพบมานานเป็นสิบปี และทำท่าจะโตเร็วขึ้น บางคนอาจมีอาการปวดกระดูก กระดูกเปราะหัก เพราะมะเร็งแพร่กระจายเข้าสู่กระดูก ขณะที่มะเร็งปฐมภูมิกลับก้อนเล็กนิดเดียว
       ปอด – เจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดหรือไอเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ซีดลงหรือเลือดจาง
       ผิวหนัง – ผิวหนังเปลี่ยนสี มีเลือดออกบ่อย หรือมีก้อนโตขึ้นเร็วจากไฝหรือหูด, มีแผลเรื้อรังที่ไม่หายใน 3-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะบริเวณจมูก ใบหน้า และบริเวณที่มีการกด ถู ระคายเคือง
      

 

      มดลูกและคอมดลูก – เลือดออกทางช่องคลอดในสตรีวัยหมดประจำเดือน, มีเลือดออกผิดธรรมดา โดยเฉพาะช่วงนอกรอบระดู, มีของเหลวผิดธรรมดาไหลออกจากช่องคลอด, มีเลือดออกมากเมื่อมีเพศสัมพันธ์, เลือดออกมากเกินไปขณะมีประจำเดือน
       ลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) – พบบ่อยในคนอายุน้อย อาการน้อย ซึ่งมักอ่อนเพลีย หมดแรงง่าย, มักตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อเจาะเลือดตรวจ พบว่ามีเม็ดเลือดขาวผิดปกติและจำนวนมากขึ้นมาก
       ลำไส้ – นิสัยขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดสังเกต อุจจาระมีลักษณะแปลกไป ทั้งขนาดก้อนและเนื้ออุจจาระ อุจจาระมีเลือดปน (เลือดสีแดงคล้ำหรือสีดำ) ถ่ายอุจจาระยากหรือไม่ออก ท้องอืด ปวดท้องแบบเกร็งหรือรุนแรงเป็นระลอก อาเจียนต่อเนื่อง บางทีอาเจียนมีลักษณะเหมือนอุจจาระ เลือดจางโดยหาสาเหตุไม่ได้
       สมอง – ปวดหัวบ่อยและรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ, สายตาเปลี่ยนแปลง อาจเห็นภาพซ้อนและขอบภาพลดลง, อ่อนกำลัง ชา หรืออัมพาตแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง, ชักทั้งตัวหรือบางส่วน เช่น แขนหรือขากระตุก หรือเกร็ง, หมดสติลึก ปลุกไม่ตื่น, บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงในบางคนโดยไม่มีเหตุนำมาก่อน, อาเจียนพุ่งแรงกะทันหันโดยไม่รู้สึกคลื่นไส้นำมาก่อน, ได้กลิ่นประหลาดๆ โดยหาต้นตอไม่พบ
       อัณฑะ – มักพบในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคน มีก้อนโตขึ้นในถุงอัณฑะ หรือลูกอัณฑะโตขึ้น เป็นก้อนแข็ง ไม่ใช่ถุงน้ำหรือก้อนนุ่ม อาจมีต่อน้ำเหลืองโตที่ขาหนีบและในช่องท้อง เพราะมะเร็งแพร่กระจาย
       ระบบน้ำเหลือง – ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นหลายแห่งทั่วร่างกาย, เป็นไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับโดยไม่รู้สาเหตุ, อาจพบว่าต่อมน้ำเหลืองโตมากอยู่แห่งเดียว เช่น ที่คอ หรือรักแร้ เป็นต้น