วิถีชีวิตภายใต้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ วันนี้ ด้วยความดีใจก็เลยอยากจะมาให้ข้อมูลและแง่คิดเกี่ยวกับเรื่องดีๆ เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การใช้ชีวิตภายใต้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้ระหว่างการสนทนากับ น.พ.วินัย วิริยะกิจจา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพราะเห็นว่า ชีวิตของคนไทยยุคนี้สมัยนี้ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกับสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...ก่อนอื่น สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำความเข้าใจก็คือ คนแต่ละคน ชีวิตแต่ละชีวิตจะสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน คนที่ทำงานอยู่ในห้องปรับอากาศก็แบบหนึ่ง คนที่ทำงานอยู่ในโรงงานก็แบบหนึ่ง คนที่ทำงานกลางแจ้งก็แบบหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใช้วิถีชีวิตของตนเอง รู้จักป้องกันพิษภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง ไม่ใช่บอกว่า อากาศในกรุงเทพฯ แย่ มีแต่ควันพิษ แล้วจะต้องลาออกไปหางานทำในต่างจังหวัด หรือเห็นว่า รถเมล์สกปรก ปล่อยควันพิษออกมามากมาย ก็เลยเลิกขึ้นไปเสียดื้อๆ คุณหมอวินัยบอกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้มีมากมาย ทั้งทางอากาศที่เกิดจากฝุ่น เกิดจากเชื้อไวรัสที่ผ่านทางอากาศเข้ามาทางลมหายใจทำให้เกิดโรคหวัด อีกส่วนหนึ่งก็เข้ามาผ่านระบบทางเดินอาหารคือรับประทานเข้าไป เข้ามาทางผิวหนัง ทางตา แต่ทั้งหมดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่เราไม่รักษาสุขภาพตนเองเป็นสำคัญด้วย โดยละเลยในเรื่องของการรักษาความสะอาด รวมถึงการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องใหญ่ที่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หลายคนอยากรู้ เพราะสงสัยมานานแล้ว นั่นก็คือ การออกกำลังกายริมถนน ในบริเวณที่เต็มไปด้วยมลภาวะนั้น ดีหรือไม่ดีอย่างไร ในเรื่องนี้ คุณหมอวินัยอธิบายว่า ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะเราจะได้รับมลพิษจากสภาวะแวดล้อมรอบข้างเข้ามาในร่างกายได้ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ต้องออกกำลังในสวนสาธารณะหรือบริเวณที่ไม่มีมลพิษ เพราะจะทำให้การรออกกำลังกายได้ผลสมบูรณ์ขึ้น ขณะเดียวกันการทำงาน เช่น การแบบข้าวสารหรือทำงานก่อสร้างทั้งวัน กับการออกกำลังกายในตอนเย็นก็ได้ผลต่างกัน การทำงานนั้น แม้จะได้ออกแรง ได้เหงื่อก็จริง แต่ไม่ถือว่า เป็นการออกกำลังกาย เพราะไม่ทำให้เกิดการพักผ่อนทางจิตใจ ดังนั้น การออกกำลังกายอย่างมีความสุข เช่น เต้นแอโรบิกหรือวิ่ง เดินเร็วๆ ในสวนสาธารณะที่บรรยากาศเอื้ออำนวย จะดีกว่า เนื่องจากจิตใจได้พัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การออกกำลังที่เหมาะสมต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 30 นาที และอาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จึงจะถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่สมบูรณ์และทำให้เกิดภูมิต้านทานกับร่างกาย นอกจากนี้ เมื่อออกกำลังทาง กาย แล้ว ก็ต้องออกกำลังทาง จิต ด้วย เพราะเมื่อจิตใจสงบ มีความมั่นคง เวลาทำอะไรทำให้ร่างกายดีตามไปด้วย เพราะถ้าจิตใจไม่ดีร่างกายก็ไม่ดีตามไปด้วย และที่ต้องไม่ลืมก็คือ โรคภัยไข้เจ็บจำนวนไม่น้อยเกิดจากจิตใจ บางคนมีเงินทองมากมาย มีหน้าที่การงานที่ดี แต่จิตไม่มีความสุข ชีวิตก็ไม่มีความสุขตามไปด้วย ซึ่งจิตที่มีความสุขก็คือ จิตที่มีความสุขตามสมควร มีความสุขที่พอดีกับวิถีชีวิตของเรา ไม่ใช่ความสุขที่ล้นเหลือ สรุปความตามหลักในพระพุทธศาสนาก็คือ เมื่อเรามีศีลเป็นพื้นฐาน ก็จะทำให้เกิดสมาธิและก่อให้เกิดปัญญาตามมา ทิ้งท้ายกันที่คำแนะนำดีของคุณหมอวินัยที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งน่าสนใจมาก นั่นก็คือ จิตเราจะต้องอยู่กับกาย รู้ตนเองเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่จิตล่องลอยไป หวาดวิตกมากเกินควร ที่สำคัญคือเราต้องรู้เท่าทัน ต้องรู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นพิษ เรียนรู้ที่จะอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่มีพิษอย่างมีความสุข แล้วช่วยกันค่อยๆ พัฒนาให้ดีขึ้น ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกันว่า อะไรที่เราไม่ชอบ เราก็ไม่ควรทำให้คนอื่นได้รับสิ่งนั้นด้วย นี่คือคุณธรรมและจริยธรรมเบื้องแรกที่สังคมจะต้องสร้างปริมณฑลแห่งความรู้ให้เกิดขึ้นกับสมาชิก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และใช้เวลานาน