พระวรธรรมคติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานในวันครบรอบ ปี ๒๗ โรงพยาบาลสงฆ์ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพรหมวิหาร ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาว่าเป็นคุณธรรมสำหรับเป็นที่อยู่ของจิตใจแห่งพรหม คือ ผู้ใหญ่หรือผู้ประเสริฐ ทรงเรียกคุณธรรมนี้ว่า พรหมวิหาร เป็นธรรมเป็นที่อยู่ซึ่งความดีและความสุข ดังนี้ เมตตา คือ ภาวะของจิตที่มีเยื่อใยไมตรี คิดเกื้อกูลด้วยสุขประโยชน์ ปราศจากอาฆาตพยาบาทขึ้งเคียดโกรธแค้น แสดงออกทางสีหน้าและสายตาที่สงบแช่มชื่น มองดูด้วยสายตาอันแสดงถึงจิตใจที่เอิบอาบด้วยความปรารถนาดีให้มีความสุข เมตตานี้เป็นพรหมวิหารธรรมที่พึงอบรมให้มีขึ้นในจิต กรุณา คือ ภาวะของจิตที่หวั่นไหวไปเพราะความทุกข์ของผู้อื่น คือ คิดจะช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์และมีอาการที่ทนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขวนขวายช่วยเหลือเพื่อบำบัดทุกข์ ปราศจากความคิดเบียดเบียนซ้ำเติม ความกรุณาจึงเป็นพรหมวิหารธรรมอีกข้อหนึ่งที่พึงอบรมให้มีขึ้นในจิต มุทิตา คือ ภาวะจิตที่บันเทิงยินดีในเมื่อผู้อื่นได้รับความสุขด้วยความเจริญด้วยสมบัติต่างๆ ปราศจากความริษยา เห็นใครพรั่งพร้อมด้วยสมบัติก็พลอยมีมุทิตา ตัดความไม่ยินดีด้วยเหตุที่ริษยาเสียได้ มุทิตานี้เป็นพรหมวิหารธรรมอีกข้อหนึ่งที่พึงอบรมให้มีขึ้นในจิต อุเบกขา คือ ภาวะจิตที่มีอาการเป็นกลางเห็นเสมอกันในสัตว์บุคคลทั้งหลายในคราวทั้งสอง คือ ในคราวประสบสมบัติและในคราวประสบวิบัติ ไม่ยินดียินร้าย มองเห็นว่าทุกๆ คนมีกรรมที่ทำไว้เป็นของของตน จะมีสุข จะพ้นจากทุกข์ ก็เพราะกรรมจึงวางเฉยได้ อุเบกขานี้เป็นพรหมวิหารธรรมอีกข้อหนึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่พึงอบรมให้มีขึ้นในจิต ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยไข้ พึงอบรมพรหมวิหารธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ให้มีขึ้นในจิต ก็เท่ากับรักษาอาการของผู้ป่วยไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว และเป็นสุขทั้งผู้ให้และผู้รับการรักษา ขออนุโมทนาอำนวยพร